เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน 5 คืน 6 วัน ตอนที่ 1

วันนี้มาเขียนเรื่องราวการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น นับเป็นประเทศลำดับที่ 3 ตามแผนที่วางเอาในการจะไปดูลิเวอร์พูล แข่งที่สนาม anfield เท่านี้ก็ได้ครบตามแผนที่วางไว้แล้ว สำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่น ครั้งนี้ ผมมีเป้าหมายอยู่ 3 อย่างด้วยกันที่ผมอยากจะไปเจอที่ญี่ปุ่น คือ ไปงานการ์ตูน COMIC MARKET, ไปดูสาวญี่ปุ่นเล่นน้ำทะเล และ ไปดูการแข่งขันฟุตบอล jleague

รายละเอียดสิ่งของที่ซื้อจากประเทศไทย

ตัวเครื่องบิน : สายการบิน air asia x

ที่พักในประเทศไทย : สลีพ อาวล์ โฮสเทล (Sleep Owl Hostel) แถวสนามบินดอนเมือง

ที่พักที่ญี่ปุ่น : Hotel New Tochigiya พัก 5 คืน ราคา 11,900 แถวย่านอาซากุสะ

ประกันการเดินทาง : Cigna Travel จำนวน 7 วัน

แลกเงิน : super rich สีเขียว แถวประตูน้ำ แลกไป 50000 เยน หรือ 15050 บาท
สนามบินดอนเมือง แลกไป 5000 เยน หรือ 1560 บาท

ซิมโทรศัพท์ : sim2fly ซื้อที่ AIS Shop สนามบินดอนเมือง
ปลั๊กไฟ : Universal Plug Travel Adapter ซื้อที่ AIS Shop สนามบินดอนเมือง

สำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่น ครั้งนี้ ผมได้ไปในช่วงวันที่ 9 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 เป็นเวลา 6 วัน 5 คืน

สาเหตุที่ผมเลือกไปช่วงวันนี้ เพราะผมจะได้มีเวลาเตรียมตัวสำหรับการไปอังกฤษ และเป็นช่วงหน้าร้อนของประเทศญี่ปุ่น ผมไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะ ถ้าไปหนาวหน้าผมก็กลัวว่าผมจะไม่ไหวเพราะผมไปคนเดี่ยว ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอากาศหนาวเลย (แต่จริงๆก็อยากเห็นหิมะนะ) เสื้อผ้ากันหนาวก็ไม่มีเลย ต้องเสียเงินซื้อเสื้อกันหนาวอีกหลายบาทแน่นนอน ก็เลยไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนดีกว่า

ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไปแค่ 5 วัน 4 คืน คือช่วงวันที่ 10 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 แต่พอดีผมไปช่วงเทศกาลวันหยุดวันแม่ ราคาตั๋วมันจะแพงกว่าช่วงอื่น ถ้าผมไปช่วง 10 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 ราคาตั๋วมันจะแพงกว่า ช่วงวันที่ 9 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 ที่ผมไปมา เกือบ 2000 บาท ผมก็เลยเลือกเพิ่มวันแทน เพราะไป 5 วัน หรือ 6 วัน ใช้เงินเท่ากัน แต่ได้วันเที่ยวมากกว่า

ผมไปด้วยโปรของ airasia x ราคารวมค่าธรรมเนียมตัดบัตรด้วย 7600 บาท ราคานี้ไม่รวมโหลดน้ำหนักนะครับ เพราะผมไปด้วยเป้ใบเดี่ยวเลยไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำหนัก ผมจองล่วงหน้าตั้ง 5 เดือนนะ กลัวราคานี้มันจะหมดก่อน เพราะมันเป็นช่วงวันหยุดยาว ที่จริงช่วงที่ผมจองนั้นบ้างวันก็มีราคาตั๋ว 6000 กว่าก็มีด้วยนะ แต่มันไม่ตรงกับสิ่งที่ผมต้องการผมเลยไม่ได้จอง แต่โปรที่ผมจองนี้มันก็มีข้อเสียเวลาเครื่องออกของขาไปญี่ปุ่น มันออกเวลา 11:15 น. มันเร็วไปสำหรับการเดินทางมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา แบบคนไม่มีรถส่วนตัวมาส่งอย่างผม ต้องนั่งรถสาธารณะมามันทำให้ผมมีโอกาสตกเครื่องได้สูงที่เดียว

หลังจากที่ผมรู้แล้วว่าผมได้จองตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศเวลา 11:15 น. ก็เลยทำให้ผมรู้สึกกลัวว่าจะมาไม่ทันเครื่องออก ผมก็เลยเลือกที่มาหาที่พักใกล้สนามบินดอนเมืองนอนพักก่อนคืนนึง เพื่อให้มั่นใจว่าผมมาทันขึ้นเครืองบินแน่นอน และอีกอย่างคือมันเป็นหน้าฝนของบ้านเราถ้าเกิดฝนตกหนักขึ้นมาแหละก็งานงอกแน่นอน

การเดินทางจากจังหวัดฉะเชิงเทรามาสนามบินดอนเมือง ผมเดินทางมาด้วยรถไฟเที่ยวสุดท้าย เวลา 18:11 น. มาลงที่สถานีกรุงเทพ แล้วผมก็มาต่อรถไฟฟรี กรุงเทพ – หนองคาย เวลา 20:45 เพื่อที่จะไปลงสถานีดอนเมือง เมื่อลงที่สถานีดอนเมือง ผมก็จ้างวินมอเตอร์ไซต์ตรงสถานีรถไฟไปส่ง ค่าวิน 20 บาท โดยผมเอาชื่อโรงแรมที่ผมจองมาให้เขาดู (ที่ให้วินไปส่งเพราะมันมึดขี้เกียจเดินหา) โรงแรมที่ผมไปพักคือ สลีพ อาวล์ โฮสเทล (Sleep Owl Hostel) อยู่ฝั่งตรงข้ามสนามบิน

ผมจองโรงแรม สลีพ อาวล์ โฮสเทล (Sleep Owl Hostel) ผ่าน agoda.com เหตุผลที่จองผ่าน agoda ก็มันได้ราคาที่ถูกกว่าจองกับ booking.com ทั้งๆที่เป็นโรงแรมเดียวกัน มันก็แปลกเหมือนกัน โดย agoda จะตัดเงินในบัญชีของผมเลยเมื่อผมจองห้องพัก ผมได้ทำการจองห้องพักตอนเช้า แล้วเย็นก็ไปพัก สาเหตุที่ผมจองตอนเช้าเพราะผมยังตัดสินใจเรื่องที่พักไม่ได้ ตอนแรกตั้งใจจะให้เพื่อนหาให้แต่มันไม่ว่างหาให้ผมเลยต้องหาเอง ตัวผมเลือกโรงแรมอยู่นานว่าโรงแรมไหนอยู่ใกล้สนามบินดอนเมืองมากที่สุด เดินทางไปได้ง่ายที่สุด สภาพโรงแรมดี แถมราคาถูกด้วย เลยมาสรุปเอาตอนเช้าวันไป

เมื่อผมไปเช็คอินที่พักก็ใช้บัตรประชาชน ที่พักของผมจะอยู่ชั้นบนสุด ที่นี้ไม่มีลิฟล์นะ เดินขึ้นหลายชั้นเหมือนกัน ที่พักนี้จะแบบแคบซูน โดยส่วนตัวผมค่อนข้างชอบที่พักที่นี้นะ เหมาะมากกับการมานอนพักเพื่อรอ ขึ้นเครื่องบิน

วันแรก

เช้าตื่นมาอาบน้ำ แล้วก็ออกไปหาอาหารเช้า ผมลองเดินไป ไม่เรียกวิน พบว่าก็เดินไกลเหมือนกันนะ ผมเดินมาถึงหน้าวัดดอนเมือง แถวนั้นมีของกินเยอะเลย ก็เลยจัดก๋วยเติ๋ยวเป็นอาหารเช้า เมื่ออิ่มแล้วก็เดินข้ามสะพานลอยไปสนามบินเพื่อไปรอ เช็คอิน ขึ้นเครื่อง โดยระหว่างรอผมก็ไปแลกเงิน ผมแลกที่สนามบิน แค่ 5000 เยน ( พนักงานถึงกับงงว่าเขาฟังผิดหรือเปล่า ) ก็ก่อนวันเดินทางผมมาแลกเงิน super rich สีเขียว แถวประตูน้ำ จำนวน 50000 เยน ก่อนแล้ว

แล้วก็ผมมาเช็คอินที่เคาร์เตอร์ ผมเอามาแค่กระเป๋าเป้ใบเดี่ยว เช็คอินแล้วก็ไป ต.ม แล้วก็ด่านตัวสิ่งของ แล้วก็ไปที่ Gate ตามในใบ bording pass

รอเวลาขึ้นเครื่อง สาย airasia x เขาจะเรียกให้คนที่ๆนั่งหลังสุดขึ้นก่อน ตามลำดับก่อนหลัง
เครื่องบินบินออกมาหน่อยเขาก็จะมาแจกใบ ต.ม กับใบศุลกากร ญี่ปุ่นให้เราเขียน โดยเขาจะมีตัวอย่างการเขียนให้เราดูด้วยจะอยู่ในหนังสือที่เนบไว้หลังเบาะ

แล้วอีกสัก 1 ชั่วโมง เขาก็จะมาแจกอาหารที่เราสั่งไปล่วงหน้าตอนจองตั๋ว (สามารถซื้อบนเครื่องได้) หลังจากที่นั่งเครื่องมา 6 ชั่วโมง ก็มาถึงญึ่ปุ่น สนามบินนาริตะ ลงที่ terminol 2 เมื่อลงจากเครื่องแล้วก็เดินมาที่ ต.ม ต.ม ที่นี้แปลกนะ เพราะจะต้องเข้าแถว แสกนลายนิ้วมือ กับใบหน้าก่อน แล้วถึงไปเข้าแถวเจ้าหน้า ต.ม ปั้มตราเข้าเมืองอีกที่ ครั้งนี้ผมเจอ ต.ม ถามว่ามาทำอะไร (2 ประเทศก่อนไม่โดนถาม) ผมก็อ่อนภาษาอังกฤษด้วย กว่าจะเข้าใจและตอบได้ก็พักนึงนะ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แล้วก็มาถึงด่าน ศุลกากร เจอหน้าผมบอกให้ผ่านไปได้เลย ไม่ถามอะไรเลย (แต่คนก่อนหน้าผมเขาให้เปิดกระเป๋าแล้วเอาของออกหมดเลย)

พอออกมาได้แล้วก็มาได้แล้ว ก็เดินไปซื้อบัตร Tokyo Subway Ticket เพื่อใช้ในการเดินทางในโตเกียว อยู่ชั้นเดียวกับที่เราออกมานั้นแหละ สามารถซื้อได้ที่ เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วรถบัส Keisei ผมซื้อ แบบ 72 ชั่วโมง กับ 48 ชั่วโมง

บัตร Tokyo Subway ที่เราซื้อมาจะสามารถใช้เดินทางได้แค่ เส้นทางรถไฟ ตามในแผนที่เท่านั้น ไม่สามารถใช้งานรถไฟ jr ได้ แต่สามารถใช้งานได้ไม่จำกัดเที่ยว ตามเวลาของบัตรที่เราซื้อมา การเดินใน โตเกียว ผมก็จะใช้ tokyo subway map นี้ บ้างที่อาจต้องต่อรถไฟหลายต่อ หรือใช้เวลาเดินทางนาน แต่ก็ประหยัดเงินได้มาก และก็เป็นประโยชน์ตอนหลงทาง นั่งรถไฟผิดด้วย

แล้วก็เดินลงบันไดไปอีกชั้นนึงเพื่อไปขึ้นรถไฟเข้าเมือง ผมขึ้นรถไฟ keisei Limited Express ไปที่ asakusa ต้องแวะเปลี่ยนรถไฟที่สถาณี Aoto (เวลาทีผมไปมันมึดแล้วไม่มีรถไฟวิ่งตรงแล้ว) แล้วก็ต่อรถไฟไป Asakusa รถไปคันนี้จะไปสุดท้างที่สนานบินฮาเนดะ อ่านรายละเอียด http://www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/skyliner/us/index.php

เมื่อผมออกมาจากสถานี อะสากุสะ สิ่งแรกที่ผมเจอก็คือ ฝนตกแบบเป็นละออง ไม่ได้ตกแรง เดินออกมาได้หน่อยก็เจอวัดเซนโซจิ หรือวัดอาซากุซะ หรือวัดโคมแดง ไม่มีคนเลย ถ่ายรูปวัดยามค่ำคืนชะหน่อย

แล้วก็ไปต่อเพื่อจะไปที่ๆพักของผม เดินไปดูแผนที่ไป กว่าจะถึงที่พักเดินไกลมากเลย เพราะผมเน้นเดินตามถนนเส้นหลัก เมื่อไปถึงที่พักผมคิดขึ้นมาในใจเลยว่าถ้าเดินทุกวันจะไหวมัยนิ รู้สึกอยากย้ายที่พักขึ้นมาทันที่ (สุดท้ายก็พักที่นี้ทุกคืน ใช้ทางเดินลัดเลยไม่ไกลมาก แต่ก็ไกล)
ที่พักที่ผมพักคือ hotel new tochigiya ที่ผมเลือกที่นี้เพราะราคาถูก และมีของใช้ให้ครบทุกอย่างไม่ต้องพกไปจากประเทศไทย เมื่อมาถึงที่พักจริงก็ เช็คอิน จะได้ กุนแจกล็อกเกอร์เก็บของ เสื้อคุ้ม ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟันและยาสีฟัน ให้ ที่พักผมอยู่ ชั้น 4 เป็นห้องนอนแบบแคบซูน ในห้องมีทีวีให้ดู มีหมอน มีผ้าห่ม และมีปลั๊กไฟให้นึงรูเป็นแบบหัวแบน ภายในชั้น 4 จะห้องส่วนกลางให้ทานอาหารได้ มีอ่างล้างหน้า มีห้องส้วม ไม่มีห้องอาบน้ำ ห้องอาบน้ำจะเป็นห้องอาบน้ำรวมอยู่ชั้นล่างจะมีเวลาให้ใช้งานเป็นเวลา ไม่ใช่จะใช้เมื่อไรก็ใช้ได้ ภายในห้องอาบน้ำจะ สบู่ ยาสระผม มีอ่างน้ำร้อน แต่ต้องแก้ผ้าอาบน้ำกับคนอื่นด้วย

วันแรกของการเที่ยวผมเลือกที่จะไปเยี่ยมเยียน ภูเขาไฟฟูจิ การเดินทางผมเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสาย ginza line จาก asakusa ไป ชิบุยา (เป็นวันแรกที่เริ่มเปิดใช้ Tokyo ผมใช้แบบ 72 ชั่วโมงก่อน) แล้วไปที่ ตึก mark city (ตึกอยู่ใกล้สถานีรถไฟนะแหละ)

highway bus จาก shibuya ไป kawaguchiko จะอยู่ด้านบนสุดของห้าง mark city สาเหตุที่ผมเลือกทีจะขึ้นรถที่ชิบุยา ไม่ไปขึ้นรถที่ชินจุกุ เพราะลองเข้าไปจองตั๋วในเว็บ https://highway-buses.jp/thai/ รู้สึกว่าช่วงเช้าจะมีคนจองรถที่ชินจุกุเต็มแทบจะทุกวันเลย และตัวผมเองก็ยังไม่ได้กำหนดวันไปที่จะ ผมเลยลองดูที่ ชิบุยา พบว่ามีที่ว่างเหลืออยู่เยอะเลย จึงตัวสินใจมาขึ้นรถบัส ไป kawaguchiko ที่ shibuya

 ผมเลือกที่จะซื้อตั๋วไปกลับเพื่อความสะดวก ค่าโดยสารไปกลับ 3600 เยน ตอนซื้อคนขายก็จะถามเราว่างได้จองตั๋วมาหรอเปล่า ผมไม่ได้จองมาซื้อเอาหน้างานโชคดีมีที่ว่าง ผมได้เที่ยว 8:30 เพราะผมมาสายมาก (ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปสัก 7 เช้าจะได้มีว่าเที่ยวเยอะขึ้น) จากที่ผมหาข้อมูลมาเวลาในการเดินทาง ถ้าไปจากชิบุยาจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 25 นาที ใช้เวลามากกว่าชิจุกุ ประมาณ 1 ชั่วโมง
แต่พอเดินทางจริง ผมออกจาก ชิบุยา 8:30 น. ไปถึง คาวากุจิโกะ 12:30 น. ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ระหว่างทางที่นั้งรถมาก็มีฝนตก เล่นชะผมหมดอารมณ์เที่ยวเลย โปรแกรมที่วางไว้ ตั้งใจจะมาให้ถึง คาวากุจิโกะ ไม่เกิน 10:30 น. จะได้มีเวลาพอที่จะไป Pagoda Chureito กับ Oshino Hakkai Village หรือ “หมู่บ้านน้ำใส” แล้วก็กลับขึ้นรถบัสไปดูภูเขาไฟฟูจิที่เขาไปกัน

พอมาถึงสถานี คาวากุจิโกะ ก็สาย มีเมฆอย่างเยอะมากมองไปทางไหนก็ไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ  นั่งคิดอยู่นานว่าจะไปไหนดี จะไปตามโปรแกรมที่วางเอาไว้ก็คงไม่ทัน จะขึ้นรถชมรอบ ก็รู้สึกเสียดายตัง เวลามันน้อยไปหน่อย ผมก็เลยเดินไปหาอะไรกินแทน หิวมาก เช้ากินมาแค่ขนมปัง กินเสร็จ ก็เลยว่าจะเดินเล่นชมเมืองแถวนั้นไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็เดินมาถึง ทะเลสาบ Lake Kawaguchiko เลยนั่งชมวิว แถวนี้มีเรือท่องเที่ยวรอบทะเลสาบด้วย นั่งอยู่สักพัก ก็เดินออกสำรวจรอบๆนี้มีอะไรบ้าง และมองหาภูเขาไฟฟูจิ ด้วย ตั้งแต่มายังมองไม่เห็นเลย ไม่รู้อยู่ไหนกัน

เดินมาหน่อยก็เจอ rope way ที่เขานิยมขึ้นไปกัน อันนี้ไม่ได้อยู่ในแผนเพราะก่อนจะมาไม่ได้อยากจะขึ้นไป แต่ไม่รู้จะไปไหนดีเลยตัดสินใจขึ้นไป ซื้อตั่วที่เครื่อง 8oo yen ที่เครื่องที่เมนูภาษาไทยด้วยง่ายเลย

พอขึ้นไปดูคนก็เยอะเหมือนกัน แต่ที่เศร้าใจไม่เห็นแม้แต่เงา เมฆหมอกบังซะมิดเลย ที่รู้ได้วางฟูจิอยู่ทางไหนเพราะข้างบนมีกล้องส่องทางไกลให้ส่อง(เสียตังนะถ้าส่อง) มันหันหน้าไปทางภูเขาไฟฟูจิ ผมนั่งชมบรรยากาศอยู่ได้สักพักใหญ่ๆก็ลงมา แล้วก็เดินกลับไปสถานีคาวากุจิโกะ ผ่านร้านให้เช่าจักรยานถึงคิดได้ว่าทำไมไม่เช่าจักรยานขี่ จะได้ไม่ต้องเดินให้ปวดขา ถึงสถานีก็รอเวลากลับโตเกียวเพราะผมซื้อตั๋วขากลับมาด้วย โดยรถบัสจะถอดหน้าสถานีนั้นแหละ

เมื่อมาถึงชิบุยา ผมก็เดินออกมาหน่อย ก็ถึง 5 แยก ชิบุยา แล้ว คนเยอะมากๆ ผมก็เดินเล่นเดินสำรวจไปทั่ว พร้อมกับระอองฝน แล้วก็นั่งรถไฟกลับที่พักระหว่างที่เก็บที่พักผมก็แวะซื้อน้ำเปล่าขวดใหญ่ ราคา 100 เยน กลับไปด้วย และไปแบ่งเป็นขวดเล็กได้ตั้ง 3 นะ ถูกว่าซื้อน้ำดื่มขวดเล็กที่เครื่องหยดเหรียญ 100 กว่าเยนนะ

วันนี้เช้าผมออกเดินทางไปที่ตลาดปลา ด้วยรถไฟฟ้าสาย asakusa line จากสถานี asakusa ไป สถานี higashi-ginza แล้วเดินไปหน่อยก็จะเจอตลาดปลา ผมมาเพื่อมาหาอาหารเช้ากิน และอยากดูประมูลปลา แต่ผมมาสายไปหรือไงก็ไม่รู้ ไม่ค่อยมีอะไร บ้างร้านก็ปิด(มารู้ที่หลังในปฎิทินวันหยุดของญี่ปุ่น วันนี้คือวันหยุดของเขา ) แต่ก็ยังมีเปิดอยู่หลายร้าน เมื่อเดินสำรวจจนรอบและหาอะไรกินอิ่มแล้วก็ไปที่ต่อไป จุดหมายหลักของการมาญีปุ่นครั้งนี้ คือ งาน comic maket ที่จัดที่ tokyo big sight แถว odaiba

โดยผมนั่งรถไฟสายสาย asakusa line จากสถานี higashi-ginza ไปลงที่สถานี Shimbashi เพื่อต่อรถไฟ Yurikamome เมื่อมาถึงสถานี Shimbashi ผมพบว่าคนเยอะมากๆ เลย แสดงว่าผมมาถูกวันแล้ว ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะมีงานจริงๆหรอกเปล่า แล้วผมก็ไปซื้อตั๋วผมซื้อแบบ บัตร One day pass วันเดียวขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ ซื้อผ่านเครื่องขายตั๋ว ในรถไฟคนเยอะมาก ผมยืนตลอดสายจนไปลงที่สถานี Kokusai-Tenjijo-Seimon

เดินออกมาจากสถานีพบว่าคนเยอะมากๆ ต้องต่อแถวเข้างานตั้งแต่ออกจากสถานีเลย สมแล้วที่เขาว่ากันว่ามีคนมางานนี้เป็นแสนคนเลย รายละเอียด http://www.comiket.co.jp/index_e.html

เดินเข้าไปในงานมีคนมาขายสินค้าที่เกี่ยวกับการ์ตูนเยอะมา มีทั้งแบบธรรมดา และแบบที่เป็น 18++++ ขายกันได้อย่างเปิดเผย และที่สำคัญงานที่มางานเขาแต่งตัวด้วยชุด cosplay เรียนแบบในการ์ตูนที่เราชื่นชอบ จำนวนมากมายเลยที่เดี่ยว คุ้มกับการมางานมากเลย

แล้วมาต่อที่ ห้าง Venus Fort ห้าง Venus Fort และ Megaweb Toyota City Showcase ที่นี่เป็นโชว์รูม Toyota  โดยผมนั่งรถไฟกลับจากสถานี Kokusai-Tenjijo-Seimon มาลงสถานี Aomi เดิน ออกมาหน่อยก็จะถึงห้างและ toyota

ผมเดินเข้าไปดูของ Toyota เดินรถเยอะมากให้เราดูส่วนมากจะเป็นรถใหม่ส่วนรถเก่าก็จะมีด้วยนะเยอะด้วยแต่จะอยู่อีกฝั่ง

ผมได้เดินเข้าไป ห้าง Venus Fort รู้สึกได้เลยว่าสุดยอดมากๆสวยงามมากเลย แล้วผมก็เดินออกจากห้างมาก็จะเจอทางเดินที่เราสามารถเดินไปรอบ โอไดบะ เลย

แล้วผมก็เดินห้าง Diver City Tokyo Plaza เพื่อที่จะมาดูกันดัม เลย แต่พบว่าเขาได้เอาตัวเก่าออกไปและกำลังสร้างตัวใหม่ขึ้นมา ตอนผมไปมันก็เลยได้แค่ครึ่งตัว

เดินชมวิวไปเรื่อยๆ พบว่าคนเยอะมากเลย ดีนะที่ไม่ร้อนไม่มีแดด อากาศกำลังสบาย ก็เลยนั้งพักนั้งชมวิวไปเรื่อยเปื่อย แล้วผมก็ขึ้นรถไฟกลับมาที่ สถานี Shimbashi แล้วผมก็นั่งขึ้นดูว่าผมจะไปไหนต่อดี ก็เลยตัดสินใจไปเดินตลาด Ameyoko ที่ ueno โดยผมนั่งรถไฟสาย ginza line จากสถานี Shimbashi มา สถานี ueno แล้วก็เปิด google map ดูว่าไปทางไหน

มาเดิน ตลาด Ameyoko สินค้าก็ราคาไม่แพงเท่าไร และพอดีมีสาวฝากซื้อกระเป๋า แต่ก็เดินดูจนทั่วก็ไม่ถูกใจ แต่ตัวผมได้เสื้อยึดมาตัวนึง เพราะผมเอาเสื้อผ้ามาไม่ครบทุกวันตั้งใจว่าจะมาชักเอาที่ญี่ปุ่นแต่ไม่รู้ที่ชักอยู่ตรงไหนเลยไม่ชักดีกว่าซื้อใหม่เลย แล้วก็กลับห้องพัก

อ่า่นต่อ เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน 5 คืน 6 วัน ตอนที่ 2

ฉายเดี่ยวเที่ยวฮ่องกง 5 วัน 4 คืน ฉบับไปต่างประเทศครั้งแรก

ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศฮ่องกง มาช่วงวันที่ 25-29 ตุลาคม 2559 เป็นการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก แถมไปคนเดียวด้วย

ตามแผนจริงๆที่ผมวางไว้คือจะไปประเทศสิงคโปร์ก่อนแล้วค่อยมาประเทศฮ่องกง แต่พอดีมีอะไรหลายอย่างไม่อำนวยให้ไปประเทศสิงคโปร์ แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างอำนวยให้ไปประเทศฮองกงแทน ผมจึงเลือกเดินทางไปประเทศฮ่องกงก่อน

ตัวเครื่องบิน
สายการบิน air asia ด้วยราคาโปรโมชั่น + ค่าตัดบัตรเคดิด รวมแล้วประมาณ 3900 บาท

ที่พักที่ฮองกง
Homy Inn North Point  HK$ 591.50 แต่ไปจ่ายจริง ุHK$ 650.00

ประกันการเดินทางผมทำกับ Cigna Travel

สิ่งที่ผมซื้อไปจากประเทศไทย
1 Voucher กระเช้านองปิง คริสตัล ผู้ใหญ่ ไปกลับ ราคาถูก Ngong Ping Crystal Cable Car ราคา 900 บาท
2 Sim Card Hongkong CSL 4G พร้อมโทร 129hk/ ซิมการ์ด ฮ่องกง 4G พร้อมโทร 129hk
ราคา 420 บาท
3 ตั๋ว The Peak Tram ไป-กลับ& Sky Terrace ตั๋วจริง ราคา 310 บาท

วันแรก

การเดินไปสนามบินดอนเมืองของผม ผมเดินทางด้วยรถไฟฟรีไปลงสถานนี อโศก
แล้วไปต่อรถไปใต้ดินที่สถานนีเพรชบุรี ไปลงสถานนี้จตุจักร
แล้วเดินไปขึ้นรถเมล์ สาย A1 ไปลงสนามบินดอนเมือง
ที่ผมเลือกเดินทางด้วยวิธีนี้เพราะต้องการขจัดปัญหาเรื่องรถติดให้น้อยที่สุด

ผมถึงสนามบินเร็วกว่าเวลาเครื่องออกตั้ง
4 ชั่วโมงนะ เลยว่าง ผมเลยถือโอกาสไปแลกเงิน เพื่อที่จะใช้ที่ฮ่องกง
ผมแลกไป 3000 HK ผมคำนวนแล้วน่าจะพอใช้ไม่ต้องแลกเพิ่ม
แต่ก็พกเงินบาทไปด้วยนะ

พอได้เวลาผมก็ไป check in airasia ผมมีแค่เป้ใบเดียวเลยไม่ต้องโหลดกระเป๋า และผมก็ไม่ได้ชื้อน้ำหนักไว้ด้วย พอ check in เสร็จ ก็ไปที่ ต.ม  ก่อนเข้า ก็เขียนใบ immigration ขาเข้าขาออก ก่อน แต่ดีที่เขามีตัวอย่างให้ดูด้วย ผมเลือกจะผ่านทางเจ้าหน้าที่ เพราะอยากมี stamp ลงบน passport ได้บันทึกเป็นประสบการณ์การเดินทาง แล้วก็ด่านตรวจสิ่งของ เสร็จแล้ว ก็ไปที่ gate เลย นั่งรอนานนิดหน่อย เพราะมาเร็ว

พอใกล้ได้เวลาเครื่องออก ฝนก็มาเลย แต่ตกไม่มาก และทีสำคัญผมต้องขึ้นรถบัสไปขึ้นเครื่องอีกที่ เลยโดนฝนไปนิดหน่อย ถือว่าเป็นน้ำมนต์แล้วกัน

พอขึ้นเครื่องก็มองดูคนอื่นเขาทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นไป การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกก็ได้นั่งข้างหน้าต่างด้วย โดยเขาจะบอกทีนั่งของเราว่าเราได้ที่นั่งอะไรใน boarding pass (บ้างคนเขาจะจองที่นั่ง แต่ผมไม่ได้จอง) บนเครื่องจะมีว่าตรงนี้ที่นั่งอะไร โดยจะอยู่บนหัวเรา

พอเครื่องบินขึ้นผมรู้แย่เอามากๆเลย เพราะผมไม่เคยขึ้นเครื่องบินมากก่อน ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง กว่าจะปรับตัวได้ก็สักพักใหญ่เลย เห็นฝรั่งที่นั้งข้างแล้วรู้สึกอิจฉาเขาเลย เขานอนหลับสบายเลย เราละทรมานมาก พอนั่งเครื่องบินมาได้หน่อย แอร์ก็เอา ใบ immigration ของฮ่องกงมาให้เขียน ผมเตรียมข้อมูลมา เลยพอจะเขียนได้ แต่มีปัญหานิดหน่อยคืนจดมาไม่หมด เลยไม่รู้เขียนต่อยังไง พอเครื่องบินลงจอด ผมรอให้คนเดินออกไปเกือบหมด ผมก็เดินไปให้แอร์ช่วยเขียนส่วนที่เหลือให้ แอร์ก็ช่วยเขียนด้วยความยินดี

แล้วผมก็ออกจากเครื่องเดินตามคนอื่นไป และก็ดูป้ายบอกทางที่จะไป immigration ไปด้วย พอถึง immigration ก็ไปเข้าแถว พอถึงคิวผม โชคดีมาก เจ้าหน้าที่ไม่ถามอะไรเลย ให้ผ่านไปได้เลย

ผมก็ออกไปซื้อบัตร octopus เพื่อใช้ใน ฮ่องกง ผมใช้ไป 300 HK แต่ใช้จริงได้ 250 HK เป็นค่ามัดจำบัตร 50 HK

แล้วก็เดินออกไปตามทางที่ชี้ว่า bus เพราะจะต้องขึ้นรถบัสสาย A11 ไปที่พัก ย่าน North Point ป้ายรถบัสหาไม่ยากเลย ระหว่างที่อยู่บนรถบัส ผมก็เปลี่ยนชิม เป็นชิมของฮ่องกง ที่ผม ชื้อมา แต่มีปัญหาคือผมตั้งค่าอินเตอร์เน็ตไม่เป็นเลยใช้ได้แค่โทร ทำให้ดูข้อมูลที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตลำบากมากๆเลย มาตอนกลางคืนด้วยไม่รู้อะไรเลย โชคดีที่รถ bus ที่ประเทศฮ่องกง มีป้ายขึ้นบอกตลอดทางว่าถึงไหนแล้ว เลยพอที่จะเดาได้ว่าเราจะลงตรงไหน ผมก็เลยเลือกลงตรง ป้าย North Point เดามั่วๆไป เดียวไปเดินหาเอา พอลงก็เดินหาชื่อถนนทีตรงกับชื่อถนนที่ผมพัก โชคดีที่ google map ยังพอใช้ได้บ้าง เลยเดินหาไปเรื่อยๆ กว่าจะเจอเป็นช่วงโมงเลย

ระหว่างที่หาทีพักผมก็ไปซื้อขนมปัง และน้ำที่ซื้อที่ 7-11 เพื่อมาเป็นอาหารเย็นของผมในวันนี้

แล้วผมก็เจอทางเข้าโรงแรมแล้ว เป็นประตูเล็กๆ ผิดกับสิ่งที่คิดไว้เลย พอเดินเข้ามาแล้วไม่เจอ ที่ check in หาตั้งนาน เพราะมันต้องขึ้นลิฟไปอีก 2 ชั้นถึงจะเจอ (มาวันแรกก็เจออะไรที่เราไม่รู้เยอะเลย) พอเจอโรงแรมที่พักอะไรเรียบร้อยแล้ว แถมตั้งค่าอินเตอร์เน็ต มั่วๆจนใช้ได้อีก(เวลาต้องการใช้ดันใช้ไม่ได้)

พอ check in เรียบร้อยแล้ว เขาจะมี แปรงสีฟันกับยาสีฟันให้ มีปลั๊กไฟให้ยืม ส่วนที่พักในห้องผมมี 2 เตียงนอน นอนรวมกับฝรั่งอีกคนนึง ห้องน้ำอยู่ภายในห้องเลย มีครีมอาบน้ำให้ มีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ไม่มีประตูปิด มีแค่ม่านพลาสติกไว้ปิด มีแอร์ โดยรวมถึอว่าใช่ได้เลย ผมก็อาบน้ำ และนอนเลย หมดแรง

วันที 2

เช้าออกมาจากประตูที่พักก็พบว่าป้ายรถเมล์อยู่หน้าประตูทางเข้าเลย แล้วกลางคืนผมเดินหาทำมัยนะ

วันนี้ตามแผนคือจะเที่ยวฝั่งฮ่องกง ก่อนไปเดินสำรวจรอบๆๆที่พักก่อน และหาข้าวเช้ากิน ผมเดินหาเอารอบๆเลย รู้สึกไม่ค่อยมีร้านอาหารเท่าไรและราคาไม่ถูกด้วย แต่แถวนั้นมีตลาดขายของนะ ผมเลือกเขาไปร้านนึง แล้วชี้ไปที่เมนูมั่วๆ เพราะเป็นภาษาจีนอ่านไม่ออก ดูที่ราคาไม่แพงมาก กินเสร็จ

เดินออกมาหาชื้อน้ำดื่มเพื่อใช้กินทั้งวัน ผมชื้อที่ร้านขายของช่ำขายขวดละ 3 HKD ถูกกว่าที่ 7-11 อีก ผมชื้อมา 2 ขวด

แล้วก็ออกเดินทางไปที่แรกเลย และคงไปที่ไหนไม่ได้คงต้องไปไหว้ เจ้าแม่กวนอิม ที่ ศาลเจ้าแม่กวนอิม (Kwun Yam Shrine) ที่ หาดรีพัลส์เบย์ (Repulse Bay Beach) ป้ายรถเมล์อยู่ตรงข้ามที่พักเลย ผมนั่งสาย 60 หรือ 66 (ผมจำไม่ได้ แต่ทั้งสองสายไปถึงเหมือนกัน) โดยผมดูที่ป้ายรถเมล์เขาจะมีบอกว่าสายไหนไปที่ไหนบ้าง อ่านดูแล้วรู้เลย ดีกว่าเมืองไทยมาก ทางทีศาลเจ้าแม่กวนอิม จะเป็นทางโค้งตามภูเขา ไม่ใช้ทางตรงเหมือนบ้านเรา พอนั้งมาได้สักพักเมื่อเจอเริ่มมองเห็นชายหาดแล้ว ก็ให้เตรียมตัวลง สังเกตุได้ป้ายนั้นจะมีคนลงเยอะหรือมีคนอยู่ๆๆ(ผมนั้งเลยเพราะไม่รู้ต้องลงตรงไหน พอดีดูแผนที่แล้วรู้ว่ามันเลย) พอลงรถเมล์มาแล้วจะมีทางลงไปที่ชายหาดแล้วเดินไปตามชายหาดก็จะถึงศาลเจ้าแม่กวนอิม จะพบคนไทยจำนวนมากเลย ผมก็ไปไหว้วิธีไหว้ผมก็ดูตามข้อมูลที่หามาอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง แต่รู้สึกโชคดีมาก ที่ผมสามารถโยนเหรียญเข้าปากของปลาได้ เพราะเขาว่าคำอธิษฐานที่ขอพรไว้กับเจ้าแม่กวนอิมก็จะเป็นจริง

พอไหว้เจ้าแม่กวนอิมแล้วก็ไปต่อที่ Stanley Market ผมนั้งรถเมล์ไปโดยดูได้ที่ป้ายรถเมล์เขาจะบอกเลย ผมไปลงที่ Stanley Plaza แล้วก็เดินไปตามแผนที่ Google ก็จะถึง Stanley Market ผมไปเดินเล่นสักพัก พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งและราคาสิ้นค้าไม่ก็ถูกด้วย ตรง Stanley Market จะมีป้ายรถเมล์ขากลับ ผมเดินดูละก็งง เลยเปลี่ยนใจเดินกลับมาที่ Stanley Plaza ตรงที่ผมลง

แล้วก็นั้งรถเมล์กลับมีที่ย่านเซ็นทรัล เพื่อที่จะไปที่ The Peak จำไม่ได้ว่านั่งสายอะไรแต่ดูที่ป้ายรถเมล์เอา ผมลงที่ย่านเซ็นทรัลเลย แล้วก็เดินตามป้ายเขาจะมีป้ายบอกว่า The Peak ไปทางไหนก็เดินไปทางนั้น (แต่ผมเดินหลงอยู่ตั้งนานกว่าจะเจอ) พอถึง The Peak คนเยอะมากเลยที่รอชื้อตั๋วและรอขึ้นรถราง ผมโชคดีซื้อตั๋วมาจเมืองไทยแล้ว แค่เอาไปให้เจ้าหน้าที่ดูก็ผ่านได้ไปรอขึ้นรอรางได้ เวลารถวิ่งขึ้นก็ดีมากเลย ได้ถ่ายภาพตึกเอียง ผมขึ้นไปหมดเลยตามที่ตั๋วของผมไปได้ มีคนมาขอให้ผมถ่ายรูปให้ด้วย ไม่รู้เป็นคนจีนหรือฮองกง ผมคุยไม่รู้เรื่อง อยู่ได้สักพักก็กลับ คนเยอะมากต่อแถวนานกว่าจะได้ขึ้นรถกลับ ลงมาแล้วก็ได้ไปตามป้าย mtr เพื่อที่จะกลับที่พัก

 ่
ผมขึ้นรถไฟ mtr สายสีน้ำเงิน ที่สถานี central ไปลงที สถานี north point  เดินไปหน่อยก้ถึงที่พักของผมแล้ว

ก่อนจะเขาที่พักก็ต้องหาอะไรกินก่อน ผมชื้อเอาที่ 7/11 ราคาค่าไม่แพงดี มาวันแรกๆต้องประหยัดงบก่อนเดี่ยวตังหมดก่อน

พอกลับถึงห้องนอนแล้วเพิ่งคิดได้ว่าผมลืมไป สนามม้าแข่ง Happy Valley Racecourse เพื่อจะไปชมบรรยายกาศการแข่งม้า อยากดูม้าแข่ง และวันที่ผมจะไปเป็นวันพุธ วันที่เขานิยมม้าแทงม้าแข่งกัน สรุปทั้งทริปก็ไม่ได้ไป

วันที่ 3

แผนวันนี้จะเที่ยวฝั่ง kowloon โดยจะเน้นเส้นทางตามทางรถไฟ mtr สายสีเขียว เช้าผมกินซาลาเปากับขนม ที่ขายในตลาดแถวนั้น ผมไปนั่งกินแถวคนแถวนั้นเขานั่งคุยกันตอนเช้า นั่งดูบรรยากาศคนฮองกง

วันนี้ผมใส่รองเท้าแตะ ออกไปเที่ยว เมื่อวานใส่รองเท้าผ้าใบแล้วมันกัด ผมกลัวหายไม่ทันวันกลับ แล้วใส่รองเท้าแตะ แล้วก็พบวางคนฮองกงจะมองเราแปลก เพราะคนฮองกงเขาจะใส่แต่รองเท้าผ้าใบกัน เขาไม่ใส่รองเท้าแตะกัน

ผมไปขึ้นรถไฟที่สถานี nort point เพื่อขึ้นรถไฟสายสีม่วง เพื่อไปต่อรถไฟสายสีเขียวทีสถานี yau tong แต่ผมมีปัญหาคือ ผมลงไปที่ สถานี nort point แล้วงงไม่รู้จะไปทางไหนดี(ทั้งๆที่วันก่อนก็นั่งกลับมากจาก central ได้) ผมเลยไปตามเจ้าหน้าที่แถวนั้น (ผมพูดอังกฤษไม่เก่ง) พอดีผมจดชื่อสถานีมาก่อนแล้วเลยให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วเขาก็บอก ทางที่จะไปให้

ผมก็ถึงวัดนางชี หรือวัด Chi Lin Nunnery และ สวน Nan Lian Garden สถานที่เที่ยวแรกของวันนี้ โดยลงที่สถานี Diamond Hill ส่วนทางออกผมดูตามป้ายในสถานี ง่ายมาก เดินไปตามป้ายก็จะถึง สวน Nan Lian Garden ก่อน ผมเดินไปถ่ายรูป สวนสวยเลยที่เดียว เดินตามไปเรื่อยๆ ก็จะเจอทางไป วัด Chi Lin Nunnery เขาจะห้ามไปถ่ายรูปใกล้ๆองค์พระ บรรยากาศสงบมาก คนน้อย ผมไปตอนเช้า แถมเป็นวันธรรมดาด้วย  แล้วก็ไป

วัดหวังต้าเซียน ลงที่สถานี Wong Tai Sin เดินออกมาจากสถานีก็มองเห็นวัดแล้ว มาถึงก็พบว่ามีทัวร์มาลงมากเลยที่เดียว คนเยอะเหมือนกัน เขาจะกันทางเดินนำทางให้เราเลยว่าแล้วควรจะไปไหว้ที่ไหนก่อน โดยวีธีไหว้ หาจากในเน็ต แต่ถึงตรงที่เขาใหว้ขอคู่ ผมไม่ได้ไปไหว้เพราะอ่านข้อมูลมาแล้วงงกลัวทำผิด เลยไม่ไหว้ขอคู่ดีกว่า แล้วไปที่ต่อไป

flower market ลงที่สถานี prince edward เดินตามป้ายบอกทาง กับดู แผนที่ใน google map ไปด้วย ก็จะเจอ ตลาดดอกไม้แล้ว ที่นี้มีต้นไม้ ดอกไม้ที่ผมไม่รู้จักมากเหมือนกัน โดยเฉพาะต้นแอบเปิล ผมเข้าไปร้านขายเมล็ดพันธ์ คิดแล้วคิดอีกจะชื้อดีไหม กลับมีปัญหา เลยตัดใจไม่ซื้อมา ผมเดินดูชะรอบตลาดเลย

ผมเดินข้างฝั่งถนนมาก็จะเจอ ตลาดขายซื้อผ้า เยอะมาก ผมก็เดินชมไปเรื่อย จนถึง goldfish market พอถึงแถวๆ มกก๊ก รู้สึกว่ามีร้านขายอาหารให้เลือกกินจำนวนมากเลย และราคาถูกด้วย ดีกว่าแถวที่ผมพักมากเลย ระหว่างเดินอยู่เห็นร้านขายชูซิเลยซื้อมากิน หาที่นั้งแถวนั้นกินกินได้หน่อยรู้สึกกินไม่เข้าอยากจะอ้วก พยายามกินแล้วสุดท้ายต้องคายออก (ผมเป็นคนที่กินซูซิแบบนี้ที่เมืองไทยก็อ้วกเหมือนกัน)

แล้วผมก็เดินเล่นดูโน้นดูนี้ไปเรื่อยสุดท้ายหลงทาง ดู google map ไปด้วยก็ยังหลงทาง เลยเปลี่ยนเป็นเดินหาป้าย mtr แทน แล้วก็ไปที่ต่อไป

แล้วผมก็มาออกที่สถานี Yau Ma Tei เพื่อที่ มาวัดเจ้าแม่ทับทิม (Tin Hau Temple) พอมาถึงแบตโทรศัพท์ก็หมด  ทำอะไรไม่ได้เดินจะเข้าไปไหว้ก็ไหว้ไม่ถึง ก็เลยเดินดูแถวนั้นไปเรือยๆ เจอ temple street night market แต่มาเร็วเขายังตั้งร้านกันอยู่เลย แล้วก็ เจอตลาดขายหยก บวกกลับยังหลงทางเหมือนเดิม เลยเดินหาป้าย mtr ไปเจอสถานี ่jordan ขึ้นรถไฟเพื่อไปที่แถวที่ดู a symphony of lights

ผมมาถึง สถานี tsim sha tsul ก็เดินตามป้าย ไปทีท่าเรือเพราะเขาดู a symphony of lights แถวๆนั้น นั้งชมบรรยากาศอยู่พักนึง นั่งคิดดูว่าจะอยู่รอดู a symphony of lights ตอนเย็นเลยไหม แต่มันก็รอนานมากผมมาเร็วก่อนเวลามากๆๆๆ แถมแบตก็หมดแล้วไม่มีอะไรถ่ายรูปด้วย เลยตัดสินใจกลับ

ผมเลือกนั่งเรือ ข้ามจากฝั่ง kowloon มาฝั่ง hongkong จะมาขึ้นตรงท่าเรือ central เดินมาหน่อย ก็เห็นเขากำลังตั้งร้านจะจัดงานอะไร ก็เลยเดินไปดู เป็นงาน Hong Kong Wine & Dine 2016 เขายังไม่เปิดงานแต่กำลังจะเปิดงาน เพราะงานเขามีขึ้น 27-30 ตุลาคม 2559 เลยไม่มีโอกาสได้ชิมเลย

ผมเลยเดินไปชายแม่น้ำเพื่อจะไปนั่งพักเริ่มหมดแรงเดินไม่ไหว เลยไปนั่งดูคนฮองกงเขาตกปลากัน พอเริ่มมีแรงก็เดินทางกลับมาห้องพัก

วันที่ 4

เช้าวันนี้ออกเดินทางไปเที่ยวด้วยอาการปวดขา มึนหัว เพราะตั้งแต่มาเที่ยวฮองกงผมนอนไม่ค่อยจะหลับเลย

แผนเที่ยววันนี้ จะไป วัดแชกงหมิว และก็จะกลับไปแถว ย่าน kowloon เดินดูสถานที่ต่างๆที่ยังไม่ได้ไป และหาซื้อของฝาก

แต่แผนที่วางไว้ก่อนมา คือจะไป Che Kung Temple และก็ไป วัด Tsz Shan ตามเส้นทางรถไฟสายสีฟ้า แต่ผมมีปํญหาคือไม่ได้จองคิว วัด Tsz Shan ไว้ ตอนที่อยู่ประเทศไทยก็เข้าไปในเว็บจะจองอยู่แล้วแต่เข้าไปงงเลยไม่ได้จอง กะจะมาจองตอนอยู่ที่ฮองกง แล้วผมก็เขาไปดูอีกก็งง แล้วไม่ได้จอง เลยตั้งใจจะกลับมาประเทศไทยก่อน หาข้อมูลให้ดีก่อน ครั้งนี้ผมเตรียมตัวมาไม่ดี

ผมเดินทางวัดกังหัน หรือ วัดแชกงหมิว Che Kung Temple โดยลงที่สถานี Tai Wai แล้วเดินตามป้ายมาก็จะเห็นวัด มาถึงผมก็ได้เข้าไปไหว้ โดยผมซื้อ ธูปและอุปกรณ์ที่ใช้ไหว้ ผมก็ทำอะไรไม่เป็นเหมือนเคย กำลังจะแกะของที่ใช้ไหว้ เจ้าหน้าเดินมาบอกไม่ต้องแกะ เขาพูดไทยได้ แล้วก็มีกลุ่มคนไทยเดินมาพอดี พอดีเขามาบ่อย เลยแนะนำขั้นตอนการไหว้ตั้งแต่จนจบ เป็นที่แรกที่ผมไหว้ได้ถูกต้องที่สุด ผมก็ซื้อสร้อยกังหัน ที่เป็นเครื่องราง พอดีน้องฝากซื้อ

แล้วเขาก็ชวนผมไปไหว้ เจ้าแม่กวนอิม ที่ วัด Tsz Shan (Tsz Shan Monastery) (ผมรู้สึกตกใจมากเลย ) ผมก็เลยเดินทางไปพร้อมกับกลุ่มพี่ๆเขา

แต่ก่อนไปพี่เขาพาไปห้าง new town plaza เพราะเขาจะไปที่ snoopy world และกินข้าวกลางวันด้วย เดินทางโดยเรียก taxi ไป ราคา 22  HKD

แล้วก็ขึ้นรถไฟสถานี sha tin ที่อยู่ติดกับห้างนั้นแหละ เพื่อเดินทางไปที่ วัด Tsz Shan (Tsz Shan Monastery)  แล้วไปลงที่สถานี Tai Po Market แล้วเดินออกมาที่ป้ายรถเมล์  ขึ้นรถเมล์สาย 20B นั่งไปเกือบสุดทางจะมีทางแยกที่ไป (พวกผมนั่งเลยไปสุดทาง หลงทางอีกแล้ว) วัด Tsz Shan ลงตรงแยกแล้วเดินไปตามทางถึงกลับเหนื่อยมากเลย

ไปถึงจะมีเจ้าหน้าที่ ให้เราเอา booking ให้เขาดู เขาจะตรวจสอบละเอียดมาก แล้วเขาก้ให้เขา จะมีบัตรให้ติดตัวไปด้วย

เราก็ไหว้เจ้าแม่กวนอิมเลย โดยไปตักน้ำใส่กะลา แล้วถือเดินไป โดยห้ามทำน้ำในกะลาหก เดินเวียนรอบเจ้าแม่กวนอิม 3 รอบ แล้วก็เอาน้ำมาเทใส่โอ่งตรงกลาง

แล้วเราก็ไป เขียนอักษรจีน (ต้องใส่ถุงเท้าด้วยนะ ห้ามตีนเปล่า) เขียนอักษรจีน

พอลงมาก็จะมีรถเมล์ฟรี สาย 20t แต่รถเต็มแล้ว เราต้องรอเที่ยวต่อไปแต่เย็นมาก พอดีมี taxi ขึ้นมาพอดีเลยนั้งกลับ แต่มีมาคันเดียว เลยต้องมีบ้างส่วนต้องรอ taxi คันใหม่ แต่เขาเลือกเดินลงมา เพื่อนั้งรถเมล์สาย 20b ค่า taxi 60 HKD

เราก็ขึ้นรถไฟกลับมาที่ มกก๊ก ไปกินข้าวเย็น แล้วผมก็แยกไปหาซื้อของฝาก ว่าจะไปที่ ladies market กับ temple street night market ผมเลือก temple street night market ไม่รู้จะซื้ออะไร ก็ซื้อมันมามั่วๆ ซื้อเสร็จก็คิดว่าจะไปดู a symphony of lights รู้ไหมเพราะเมื่อวานไปผิดเวลา แต่รู้สึกล้า และขี้เกียจเดิน เลยกลับห้องพัก

วันสุดท้าย

ตื่นเช้ามาอาบน้ำแต่งตัว แล้วไป Check out ที่พัก แล้วออกไปหาอะไรกินผมก็กินร้านเดิมนะแหละขี้เกียจหาร้านอื่นๆ
แล้วผมก็เดินทางไปย่าน Yau Ma Tei เพื่อที่จะไปไหว้วัดเจ้าแม่ทับทิม (Tin Hau Temple) ที่ย่าน (Yau Ma Tei) ที่วันก่อนไปและไม่ได้เข้าไปไหว้ วันนี้เลยถึงโอกาสมาไหว้ขอพรให้เดินทางกลับด้วยความปลอดภัย ไหว้เสร็จก็ไปต่อที่สุดท้าย วัดพระใหญ่โปหลิน นองปิง

ผมขึ้นรถไฟไปลงสถานี tung chung เพื่อไปที่ citygate outlet hong kong จะเอากระเป๋าไปฝาก ผมเอาไปฝากไว้ที่ชั้นล่างเลย เขาจะมี locker รับฝากอยู่ (ผมก็ใช้งานไม่ค่อยจะเป็น ดูคนก่อนหน้าเอาเขาทำยังไง) ฝากกระเป๋าเสร็จแล้ว

ผมเดินไปขึ้นกระเช้านองปิง 360 เพื่อจะขึ้นไปไหว้ พระใหญ่โปหลิน โดยผมซื้อ Voucher กระเช้านองปิง แบบคริสตัล มาจากเมืองไทยแล้ว แต่ต้องเอามาแลกตั๋วจริง จะเขากันคนละช่องกับคนที่มาช์้อตั๋ว (ตรงนี้ผมมีปัญหานิดหน่อย เขาผู้ภาษาอังกฤษมาแล้วผมฟังไม่รู้เรื่อง จนพนักงานทำน่าเซ็งเลยแต่ก็ออกตั๋วให้) พอได้ตั๋วมาแล้ว ก็ไปเตรียมขึ้นกระเช้านองปิง แบบคริสตัล (พอดีผมไลน์ ไปถามพีที่เจอกันเมื่อวาน พอดีเขาบอกว่าจะมาเหมือนกัน แต่ไม่ได้นัดกันไว้ มาถึงพอดีพี่เขาจะขึ้นกระเช้าพอดี ผมเลยแซงคิวไปเลย จะได้ขึ้นกระเช้าเดี่ยวกัน ไม่รู้ว่ามีคนด่าตามหลังหรือเปล่านะ แต่คงไม่มีหรอก เพราะกลุ่มพี่คนรวมผมด้วยก็เต็มกระเช้าพอดี คงไม่มีใครคิดที่จะขึ้นมาด้วยหรอก) และโชคดีอย่างวันนี้พี่อีกคนนึงมาด้วยและเขาก็ทำงานเป็น ไกด์ นำเที่ยวอยู่ทีฮ่องกง สบายเลย เจอผมถามอะไรไปเยอะเลย

วัดพระใหญ่โปหลิน คนเยอะมาก มาถึงแล้วผมก็ต้องขึ้นไปข้างบน องค์พระให้ได้ 100 กว่าขั้นไม่ใช้ปัญหา ไปถึงก็หนื่อยเหมือนกัน ข้างบนลมแรงมาก ลงมาข้างล่างเขาจะมีจุดรับพลังอยู่ ให้เราไปยืนไหว้ตรงนั้น

ผมก็นั่งกระเช้ากลับมาเพราะพี่ผมเกาะไปด้วยเขาจะกลับมา shopping citygate outlet hong kong จะอยู่คนเดียวก็ยังไงอยู่ เพราะผมก็ขึ้นไปข้างบนมาแล้ว แถมมาไหว้แล้ว ก็เลยกับมาพร้อมเขา

ผมเดินดูของที่ citygate outlet hong kong รู้สึกว่าของ แบรนด์เนม ที่นี้จะถูกมาก เมื่อเทียบกับเมืองไทย (แต่ผมไม่ได้ชื้ออะไรเลย เพราะของเต็มกระเป๋าแล้วกลัวเอาขึ้นเครื่องกลับไม่ได้ จะต้องเสียเงินเพิ่ม และอยากจะเหลือตังไปเที่ยวประเทศอื่นต่อ) เดินดูจนทั่ว แล้วก็ไปเอากระเป๋าเพราะใกล้ได้เวลาทีผมจะต้องไปสนามบินแล้ว ไปเอากระเป๋าก็ทำอะไรไม่เป็น จนมีคนข้างหลังมาช่วยแนะนำให้

ผมก็ไปบอกลาพี่ๆ ที่กำลัง shopping กันเพลินๆ

ผมนั่งรถบัสสาย S1 สาย ตรง citygate outlet นี้แหละ ไปสนามบิน โดยที่ไม่รู้ว่าเราจะต้องลงตรงไหน เพราะมาตอนกลางคืนเลยไม่รู้อะไรเลย ผมนั่งรถมาถึง terminal 1 ก็มีคนลง ผมก็ตกใจว่าถึงแล้วหรือ terminal 2 เพราะ airasia check-in terminal 2 ผมไม่ได้ลงเลยกลัวว่าผมจะนั้งเลยมาแล้วจะทำไงดีวะ โชคดีที่ผมไม่ลง เพราะป้ายต่อไปคือ terminal 2 เลยสบายใจได้

มาถึงผมก็ไป check-in โดยดูที่บอร์ด ว่าให้เราไป check-in (ผมจำไม่ได้แล้ว) พอ check-in พนักงานก็จะบอกชือเที่ยวบินที่เราจะกลับ เราก็แค่ยืนยัน (พนักงานคนฮ่องกงไม่ใช่คนไทย พูดอังกฤษ) แล้วเขาก็จะบอกว่าไปที่ gate อะไร ของผม gate ยังไม่ออก เขาก็ให้กระดาษมาแล้ววงว่าให้เราไปรอทีไหน  แล้วก็เดินทางไป ต.ม แล้วก็ด่าน x-ray แล้วก็นั้งรถไฟ ไปที gate ไม่ยากเลย มีป้ายบอกตลอด ขนาดผมเพิ่งจะเคยขึ้นเครื่องที่ต่างประเทศครั้งแรก แถมมาคนเดียวด้วย ไปถึง gate โดยง่ายๆ

ผมมานั่งตรงโถ่งตรงกลางเพื่อรอดูจอ ว่าเที่ยวบินของเรา อยู่ที่ gate อะไร(พอดีก่อนมาหาขัอมูลว่าที่ฮ่องกง gate ออกช้า หรือ มีการเปลี่ยนได้ gate บ่อย ) พอ gate ออกก็ไปรอที่ เกท เพื่อรอเวลาขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย

ถึงประเทศไทย ก็เจอฝนตก (อยู่ฮ่องกงไม่เจอฝน อยู่เมืองไทยเจอทั้งขาไปและขากลับเลย ) ผมผ่าน ต.ม โดยเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ ขี้เกรียจต่อแถว แต่ผมมาถึงเมืองไทยเพิ่งจะ 4 ทุ่ม ไม่มีรถกลับฉะเชิงเทราแล้ว ผมเลยนั่งรอ นั่งเล่นอยู่ที่สนามบิน แล้วก็ไปรอรถไฟ ทีสถานีดอนเมือง ประมาณตี 3 ตี 4 นั่งรถไฟ ไปลงที่หัวลำโพง แล้วนั่งรถไฟจากหัวลำโพงกลับบ้าน

สรุปทริปนี้ผมหลงทางเอามากๆเลย ดูแผนที่ก็ไม่ค่อยจะเป็น ทำอะไรก็ไม่เป็น ไหว้ก็ไม่ค่อยจะถูก ไปที่ต่างๆก็ไม่ค่อยจะถูกเวลา พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ ฟังก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ภาษาจีนก็ไม่ได้สักนิเลย แต่ผมรู้สึกว่าผมได้ความรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆมาในชีวิตมากมาย ทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่าที่มา

ผมต้องขอขอบคุณ

พี่ๆที่เจอที่ฮองกงผมได้ความรู้เรื่องเที่ยวต่างประเทศจากพี่ๆเขามากเลย
กระทู้ https://pantip.com/topic/35682346 มากๆเลยช่วยผมได้มากจริงๆ

ไปเที่ยวงาน comic maket งานการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

ผมได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ช่วงวันหยุดยาวช่วงวันแม่เดือนสิงหาคม พอดีเป็นช่วงเดี่ยวกับที่เขากำลังจัดงาน งาน comic maket ที่จัดที่ tokyo big sight แถว odaiba ผมเลยถือโอกาสนี้ไปเที่ยวงาน ที่เขาว่ากันว่ามีคนไปงานเป็นแสนคนเลย

โดยผมนั่งรถไฟสายสาย asakusa line จากสถานี higashi-ginza ไปลงที่สถานี Shimbashi เพื่อต่อรถไฟ Yurikamome เมื่อมาถึงสถานี Shimbashi ผมพบว่าคนเยอะมากๆ เลย แสดงว่าผมมาถูกวันแล้ว ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะมีงานจริงๆหรอกเปล่า แล้วผมก็ไปซื้อตั๋วผมซื้อแบบ บัตร One day pass วันเดียวขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ ซื้อผ่านเครื่องขายตั๋ว ในรถไฟคนเยอะมาก ผมยืนตลอดสายจนไปลงที่สถานี Kokusai-Tenjijo-Seimon

เดินออกมาจากสถานีพบว่าคนเยอะมากๆ ต้องต่อแถวเข้างานตั้งแต่ออกจากสถานีเลย สมแล้วที่เขาว่ากันว่ามีคนมางานนี้เป็นแสนคนเลย รายละเอียด http://www.comiket.co.jp/index_e.html

เดินเข้าไปในงานมีคนมาขายสินค้าที่เกี่ยวกับการ์ตูนเยอะมา มีทั้งแบบธรรมดา และแบบที่เป็น 18++++ ขายกันได้อย่างเปิดเผย และที่สำคัญงานที่มางานเขาแต่งตัวด้วยชุด cosplay เรียนแบบในการ์ตูนที่เราชื่นชอบ จำนวนมากมายเลยที่เดี่ยว คุ้มกับการมางานมากเลย