เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน 5 คืน 6 วัน ตอนที่ 1

วันนี้มาเขียนเรื่องราวการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น นับเป็นประเทศลำดับที่ 3 ตามแผนที่วางเอาในการจะไปดูลิเวอร์พูล แข่งที่สนาม anfield เท่านี้ก็ได้ครบตามแผนที่วางไว้แล้ว สำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่น ครั้งนี้ ผมมีเป้าหมายอยู่ 3 อย่างด้วยกันที่ผมอยากจะไปเจอที่ญี่ปุ่น คือ ไปงานการ์ตูน COMIC MARKET, ไปดูสาวญี่ปุ่นเล่นน้ำทะเล และ ไปดูการแข่งขันฟุตบอล jleague

รายละเอียดสิ่งของที่ซื้อจากประเทศไทย

ตัวเครื่องบิน : สายการบิน air asia x

ที่พักในประเทศไทย : สลีพ อาวล์ โฮสเทล (Sleep Owl Hostel) แถวสนามบินดอนเมือง

ที่พักที่ญี่ปุ่น : Hotel New Tochigiya พัก 5 คืน ราคา 11,900 แถวย่านอาซากุสะ

ประกันการเดินทาง : Cigna Travel จำนวน 7 วัน

แลกเงิน : super rich สีเขียว แถวประตูน้ำ แลกไป 50000 เยน หรือ 15050 บาท
สนามบินดอนเมือง แลกไป 5000 เยน หรือ 1560 บาท

ซิมโทรศัพท์ : sim2fly ซื้อที่ AIS Shop สนามบินดอนเมือง
ปลั๊กไฟ : Universal Plug Travel Adapter ซื้อที่ AIS Shop สนามบินดอนเมือง

สำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่น ครั้งนี้ ผมได้ไปในช่วงวันที่ 9 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 เป็นเวลา 6 วัน 5 คืน

สาเหตุที่ผมเลือกไปช่วงวันนี้ เพราะผมจะได้มีเวลาเตรียมตัวสำหรับการไปอังกฤษ และเป็นช่วงหน้าร้อนของประเทศญี่ปุ่น ผมไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะ ถ้าไปหนาวหน้าผมก็กลัวว่าผมจะไม่ไหวเพราะผมไปคนเดี่ยว ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอากาศหนาวเลย (แต่จริงๆก็อยากเห็นหิมะนะ) เสื้อผ้ากันหนาวก็ไม่มีเลย ต้องเสียเงินซื้อเสื้อกันหนาวอีกหลายบาทแน่นนอน ก็เลยไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนดีกว่า

ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไปแค่ 5 วัน 4 คืน คือช่วงวันที่ 10 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 แต่พอดีผมไปช่วงเทศกาลวันหยุดวันแม่ ราคาตั๋วมันจะแพงกว่าช่วงอื่น ถ้าผมไปช่วง 10 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 ราคาตั๋วมันจะแพงกว่า ช่วงวันที่ 9 สิงหาคม – 14 สิงหาคม 2560 ที่ผมไปมา เกือบ 2000 บาท ผมก็เลยเลือกเพิ่มวันแทน เพราะไป 5 วัน หรือ 6 วัน ใช้เงินเท่ากัน แต่ได้วันเที่ยวมากกว่า

ผมไปด้วยโปรของ airasia x ราคารวมค่าธรรมเนียมตัดบัตรด้วย 7600 บาท ราคานี้ไม่รวมโหลดน้ำหนักนะครับ เพราะผมไปด้วยเป้ใบเดี่ยวเลยไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำหนัก ผมจองล่วงหน้าตั้ง 5 เดือนนะ กลัวราคานี้มันจะหมดก่อน เพราะมันเป็นช่วงวันหยุดยาว ที่จริงช่วงที่ผมจองนั้นบ้างวันก็มีราคาตั๋ว 6000 กว่าก็มีด้วยนะ แต่มันไม่ตรงกับสิ่งที่ผมต้องการผมเลยไม่ได้จอง แต่โปรที่ผมจองนี้มันก็มีข้อเสียเวลาเครื่องออกของขาไปญี่ปุ่น มันออกเวลา 11:15 น. มันเร็วไปสำหรับการเดินทางมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา แบบคนไม่มีรถส่วนตัวมาส่งอย่างผม ต้องนั่งรถสาธารณะมามันทำให้ผมมีโอกาสตกเครื่องได้สูงที่เดียว

หลังจากที่ผมรู้แล้วว่าผมได้จองตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศเวลา 11:15 น. ก็เลยทำให้ผมรู้สึกกลัวว่าจะมาไม่ทันเครื่องออก ผมก็เลยเลือกที่มาหาที่พักใกล้สนามบินดอนเมืองนอนพักก่อนคืนนึง เพื่อให้มั่นใจว่าผมมาทันขึ้นเครืองบินแน่นอน และอีกอย่างคือมันเป็นหน้าฝนของบ้านเราถ้าเกิดฝนตกหนักขึ้นมาแหละก็งานงอกแน่นอน

การเดินทางจากจังหวัดฉะเชิงเทรามาสนามบินดอนเมือง ผมเดินทางมาด้วยรถไฟเที่ยวสุดท้าย เวลา 18:11 น. มาลงที่สถานีกรุงเทพ แล้วผมก็มาต่อรถไฟฟรี กรุงเทพ – หนองคาย เวลา 20:45 เพื่อที่จะไปลงสถานีดอนเมือง เมื่อลงที่สถานีดอนเมือง ผมก็จ้างวินมอเตอร์ไซต์ตรงสถานีรถไฟไปส่ง ค่าวิน 20 บาท โดยผมเอาชื่อโรงแรมที่ผมจองมาให้เขาดู (ที่ให้วินไปส่งเพราะมันมึดขี้เกียจเดินหา) โรงแรมที่ผมไปพักคือ สลีพ อาวล์ โฮสเทล (Sleep Owl Hostel) อยู่ฝั่งตรงข้ามสนามบิน

ผมจองโรงแรม สลีพ อาวล์ โฮสเทล (Sleep Owl Hostel) ผ่าน agoda.com เหตุผลที่จองผ่าน agoda ก็มันได้ราคาที่ถูกกว่าจองกับ booking.com ทั้งๆที่เป็นโรงแรมเดียวกัน มันก็แปลกเหมือนกัน โดย agoda จะตัดเงินในบัญชีของผมเลยเมื่อผมจองห้องพัก ผมได้ทำการจองห้องพักตอนเช้า แล้วเย็นก็ไปพัก สาเหตุที่ผมจองตอนเช้าเพราะผมยังตัดสินใจเรื่องที่พักไม่ได้ ตอนแรกตั้งใจจะให้เพื่อนหาให้แต่มันไม่ว่างหาให้ผมเลยต้องหาเอง ตัวผมเลือกโรงแรมอยู่นานว่าโรงแรมไหนอยู่ใกล้สนามบินดอนเมืองมากที่สุด เดินทางไปได้ง่ายที่สุด สภาพโรงแรมดี แถมราคาถูกด้วย เลยมาสรุปเอาตอนเช้าวันไป

เมื่อผมไปเช็คอินที่พักก็ใช้บัตรประชาชน ที่พักของผมจะอยู่ชั้นบนสุด ที่นี้ไม่มีลิฟล์นะ เดินขึ้นหลายชั้นเหมือนกัน ที่พักนี้จะแบบแคบซูน โดยส่วนตัวผมค่อนข้างชอบที่พักที่นี้นะ เหมาะมากกับการมานอนพักเพื่อรอ ขึ้นเครื่องบิน

วันแรก

เช้าตื่นมาอาบน้ำ แล้วก็ออกไปหาอาหารเช้า ผมลองเดินไป ไม่เรียกวิน พบว่าก็เดินไกลเหมือนกันนะ ผมเดินมาถึงหน้าวัดดอนเมือง แถวนั้นมีของกินเยอะเลย ก็เลยจัดก๋วยเติ๋ยวเป็นอาหารเช้า เมื่ออิ่มแล้วก็เดินข้ามสะพานลอยไปสนามบินเพื่อไปรอ เช็คอิน ขึ้นเครื่อง โดยระหว่างรอผมก็ไปแลกเงิน ผมแลกที่สนามบิน แค่ 5000 เยน ( พนักงานถึงกับงงว่าเขาฟังผิดหรือเปล่า ) ก็ก่อนวันเดินทางผมมาแลกเงิน super rich สีเขียว แถวประตูน้ำ จำนวน 50000 เยน ก่อนแล้ว

แล้วก็ผมมาเช็คอินที่เคาร์เตอร์ ผมเอามาแค่กระเป๋าเป้ใบเดี่ยว เช็คอินแล้วก็ไป ต.ม แล้วก็ด่านตัวสิ่งของ แล้วก็ไปที่ Gate ตามในใบ bording pass

รอเวลาขึ้นเครื่อง สาย airasia x เขาจะเรียกให้คนที่ๆนั่งหลังสุดขึ้นก่อน ตามลำดับก่อนหลัง
เครื่องบินบินออกมาหน่อยเขาก็จะมาแจกใบ ต.ม กับใบศุลกากร ญี่ปุ่นให้เราเขียน โดยเขาจะมีตัวอย่างการเขียนให้เราดูด้วยจะอยู่ในหนังสือที่เนบไว้หลังเบาะ

แล้วอีกสัก 1 ชั่วโมง เขาก็จะมาแจกอาหารที่เราสั่งไปล่วงหน้าตอนจองตั๋ว (สามารถซื้อบนเครื่องได้) หลังจากที่นั่งเครื่องมา 6 ชั่วโมง ก็มาถึงญึ่ปุ่น สนามบินนาริตะ ลงที่ terminol 2 เมื่อลงจากเครื่องแล้วก็เดินมาที่ ต.ม ต.ม ที่นี้แปลกนะ เพราะจะต้องเข้าแถว แสกนลายนิ้วมือ กับใบหน้าก่อน แล้วถึงไปเข้าแถวเจ้าหน้า ต.ม ปั้มตราเข้าเมืองอีกที่ ครั้งนี้ผมเจอ ต.ม ถามว่ามาทำอะไร (2 ประเทศก่อนไม่โดนถาม) ผมก็อ่อนภาษาอังกฤษด้วย กว่าจะเข้าใจและตอบได้ก็พักนึงนะ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แล้วก็มาถึงด่าน ศุลกากร เจอหน้าผมบอกให้ผ่านไปได้เลย ไม่ถามอะไรเลย (แต่คนก่อนหน้าผมเขาให้เปิดกระเป๋าแล้วเอาของออกหมดเลย)

พอออกมาได้แล้วก็มาได้แล้ว ก็เดินไปซื้อบัตร Tokyo Subway Ticket เพื่อใช้ในการเดินทางในโตเกียว อยู่ชั้นเดียวกับที่เราออกมานั้นแหละ สามารถซื้อได้ที่ เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วรถบัส Keisei ผมซื้อ แบบ 72 ชั่วโมง กับ 48 ชั่วโมง

บัตร Tokyo Subway ที่เราซื้อมาจะสามารถใช้เดินทางได้แค่ เส้นทางรถไฟ ตามในแผนที่เท่านั้น ไม่สามารถใช้งานรถไฟ jr ได้ แต่สามารถใช้งานได้ไม่จำกัดเที่ยว ตามเวลาของบัตรที่เราซื้อมา การเดินใน โตเกียว ผมก็จะใช้ tokyo subway map นี้ บ้างที่อาจต้องต่อรถไฟหลายต่อ หรือใช้เวลาเดินทางนาน แต่ก็ประหยัดเงินได้มาก และก็เป็นประโยชน์ตอนหลงทาง นั่งรถไฟผิดด้วย

แล้วก็เดินลงบันไดไปอีกชั้นนึงเพื่อไปขึ้นรถไฟเข้าเมือง ผมขึ้นรถไฟ keisei Limited Express ไปที่ asakusa ต้องแวะเปลี่ยนรถไฟที่สถาณี Aoto (เวลาทีผมไปมันมึดแล้วไม่มีรถไฟวิ่งตรงแล้ว) แล้วก็ต่อรถไฟไป Asakusa รถไปคันนี้จะไปสุดท้างที่สนานบินฮาเนดะ อ่านรายละเอียด http://www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/skyliner/us/index.php

เมื่อผมออกมาจากสถานี อะสากุสะ สิ่งแรกที่ผมเจอก็คือ ฝนตกแบบเป็นละออง ไม่ได้ตกแรง เดินออกมาได้หน่อยก็เจอวัดเซนโซจิ หรือวัดอาซากุซะ หรือวัดโคมแดง ไม่มีคนเลย ถ่ายรูปวัดยามค่ำคืนชะหน่อย

แล้วก็ไปต่อเพื่อจะไปที่ๆพักของผม เดินไปดูแผนที่ไป กว่าจะถึงที่พักเดินไกลมากเลย เพราะผมเน้นเดินตามถนนเส้นหลัก เมื่อไปถึงที่พักผมคิดขึ้นมาในใจเลยว่าถ้าเดินทุกวันจะไหวมัยนิ รู้สึกอยากย้ายที่พักขึ้นมาทันที่ (สุดท้ายก็พักที่นี้ทุกคืน ใช้ทางเดินลัดเลยไม่ไกลมาก แต่ก็ไกล)
ที่พักที่ผมพักคือ hotel new tochigiya ที่ผมเลือกที่นี้เพราะราคาถูก และมีของใช้ให้ครบทุกอย่างไม่ต้องพกไปจากประเทศไทย เมื่อมาถึงที่พักจริงก็ เช็คอิน จะได้ กุนแจกล็อกเกอร์เก็บของ เสื้อคุ้ม ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟันและยาสีฟัน ให้ ที่พักผมอยู่ ชั้น 4 เป็นห้องนอนแบบแคบซูน ในห้องมีทีวีให้ดู มีหมอน มีผ้าห่ม และมีปลั๊กไฟให้นึงรูเป็นแบบหัวแบน ภายในชั้น 4 จะห้องส่วนกลางให้ทานอาหารได้ มีอ่างล้างหน้า มีห้องส้วม ไม่มีห้องอาบน้ำ ห้องอาบน้ำจะเป็นห้องอาบน้ำรวมอยู่ชั้นล่างจะมีเวลาให้ใช้งานเป็นเวลา ไม่ใช่จะใช้เมื่อไรก็ใช้ได้ ภายในห้องอาบน้ำจะ สบู่ ยาสระผม มีอ่างน้ำร้อน แต่ต้องแก้ผ้าอาบน้ำกับคนอื่นด้วย

วันแรกของการเที่ยวผมเลือกที่จะไปเยี่ยมเยียน ภูเขาไฟฟูจิ การเดินทางผมเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสาย ginza line จาก asakusa ไป ชิบุยา (เป็นวันแรกที่เริ่มเปิดใช้ Tokyo ผมใช้แบบ 72 ชั่วโมงก่อน) แล้วไปที่ ตึก mark city (ตึกอยู่ใกล้สถานีรถไฟนะแหละ)

highway bus จาก shibuya ไป kawaguchiko จะอยู่ด้านบนสุดของห้าง mark city สาเหตุที่ผมเลือกทีจะขึ้นรถที่ชิบุยา ไม่ไปขึ้นรถที่ชินจุกุ เพราะลองเข้าไปจองตั๋วในเว็บ https://highway-buses.jp/thai/ รู้สึกว่าช่วงเช้าจะมีคนจองรถที่ชินจุกุเต็มแทบจะทุกวันเลย และตัวผมเองก็ยังไม่ได้กำหนดวันไปที่จะ ผมเลยลองดูที่ ชิบุยา พบว่ามีที่ว่างเหลืออยู่เยอะเลย จึงตัวสินใจมาขึ้นรถบัส ไป kawaguchiko ที่ shibuya

 ผมเลือกที่จะซื้อตั๋วไปกลับเพื่อความสะดวก ค่าโดยสารไปกลับ 3600 เยน ตอนซื้อคนขายก็จะถามเราว่างได้จองตั๋วมาหรอเปล่า ผมไม่ได้จองมาซื้อเอาหน้างานโชคดีมีที่ว่าง ผมได้เที่ยว 8:30 เพราะผมมาสายมาก (ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปสัก 7 เช้าจะได้มีว่าเที่ยวเยอะขึ้น) จากที่ผมหาข้อมูลมาเวลาในการเดินทาง ถ้าไปจากชิบุยาจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 25 นาที ใช้เวลามากกว่าชิจุกุ ประมาณ 1 ชั่วโมง
แต่พอเดินทางจริง ผมออกจาก ชิบุยา 8:30 น. ไปถึง คาวากุจิโกะ 12:30 น. ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ระหว่างทางที่นั้งรถมาก็มีฝนตก เล่นชะผมหมดอารมณ์เที่ยวเลย โปรแกรมที่วางไว้ ตั้งใจจะมาให้ถึง คาวากุจิโกะ ไม่เกิน 10:30 น. จะได้มีเวลาพอที่จะไป Pagoda Chureito กับ Oshino Hakkai Village หรือ “หมู่บ้านน้ำใส” แล้วก็กลับขึ้นรถบัสไปดูภูเขาไฟฟูจิที่เขาไปกัน

พอมาถึงสถานี คาวากุจิโกะ ก็สาย มีเมฆอย่างเยอะมากมองไปทางไหนก็ไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ  นั่งคิดอยู่นานว่าจะไปไหนดี จะไปตามโปรแกรมที่วางเอาไว้ก็คงไม่ทัน จะขึ้นรถชมรอบ ก็รู้สึกเสียดายตัง เวลามันน้อยไปหน่อย ผมก็เลยเดินไปหาอะไรกินแทน หิวมาก เช้ากินมาแค่ขนมปัง กินเสร็จ ก็เลยว่าจะเดินเล่นชมเมืองแถวนั้นไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็เดินมาถึง ทะเลสาบ Lake Kawaguchiko เลยนั่งชมวิว แถวนี้มีเรือท่องเที่ยวรอบทะเลสาบด้วย นั่งอยู่สักพัก ก็เดินออกสำรวจรอบๆนี้มีอะไรบ้าง และมองหาภูเขาไฟฟูจิ ด้วย ตั้งแต่มายังมองไม่เห็นเลย ไม่รู้อยู่ไหนกัน

เดินมาหน่อยก็เจอ rope way ที่เขานิยมขึ้นไปกัน อันนี้ไม่ได้อยู่ในแผนเพราะก่อนจะมาไม่ได้อยากจะขึ้นไป แต่ไม่รู้จะไปไหนดีเลยตัดสินใจขึ้นไป ซื้อตั่วที่เครื่อง 8oo yen ที่เครื่องที่เมนูภาษาไทยด้วยง่ายเลย

พอขึ้นไปดูคนก็เยอะเหมือนกัน แต่ที่เศร้าใจไม่เห็นแม้แต่เงา เมฆหมอกบังซะมิดเลย ที่รู้ได้วางฟูจิอยู่ทางไหนเพราะข้างบนมีกล้องส่องทางไกลให้ส่อง(เสียตังนะถ้าส่อง) มันหันหน้าไปทางภูเขาไฟฟูจิ ผมนั่งชมบรรยากาศอยู่ได้สักพักใหญ่ๆก็ลงมา แล้วก็เดินกลับไปสถานีคาวากุจิโกะ ผ่านร้านให้เช่าจักรยานถึงคิดได้ว่าทำไมไม่เช่าจักรยานขี่ จะได้ไม่ต้องเดินให้ปวดขา ถึงสถานีก็รอเวลากลับโตเกียวเพราะผมซื้อตั๋วขากลับมาด้วย โดยรถบัสจะถอดหน้าสถานีนั้นแหละ

เมื่อมาถึงชิบุยา ผมก็เดินออกมาหน่อย ก็ถึง 5 แยก ชิบุยา แล้ว คนเยอะมากๆ ผมก็เดินเล่นเดินสำรวจไปทั่ว พร้อมกับระอองฝน แล้วก็นั่งรถไฟกลับที่พักระหว่างที่เก็บที่พักผมก็แวะซื้อน้ำเปล่าขวดใหญ่ ราคา 100 เยน กลับไปด้วย และไปแบ่งเป็นขวดเล็กได้ตั้ง 3 นะ ถูกว่าซื้อน้ำดื่มขวดเล็กที่เครื่องหยดเหรียญ 100 กว่าเยนนะ

วันนี้เช้าผมออกเดินทางไปที่ตลาดปลา ด้วยรถไฟฟ้าสาย asakusa line จากสถานี asakusa ไป สถานี higashi-ginza แล้วเดินไปหน่อยก็จะเจอตลาดปลา ผมมาเพื่อมาหาอาหารเช้ากิน และอยากดูประมูลปลา แต่ผมมาสายไปหรือไงก็ไม่รู้ ไม่ค่อยมีอะไร บ้างร้านก็ปิด(มารู้ที่หลังในปฎิทินวันหยุดของญี่ปุ่น วันนี้คือวันหยุดของเขา ) แต่ก็ยังมีเปิดอยู่หลายร้าน เมื่อเดินสำรวจจนรอบและหาอะไรกินอิ่มแล้วก็ไปที่ต่อไป จุดหมายหลักของการมาญีปุ่นครั้งนี้ คือ งาน comic maket ที่จัดที่ tokyo big sight แถว odaiba

โดยผมนั่งรถไฟสายสาย asakusa line จากสถานี higashi-ginza ไปลงที่สถานี Shimbashi เพื่อต่อรถไฟ Yurikamome เมื่อมาถึงสถานี Shimbashi ผมพบว่าคนเยอะมากๆ เลย แสดงว่าผมมาถูกวันแล้ว ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะมีงานจริงๆหรอกเปล่า แล้วผมก็ไปซื้อตั๋วผมซื้อแบบ บัตร One day pass วันเดียวขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ ซื้อผ่านเครื่องขายตั๋ว ในรถไฟคนเยอะมาก ผมยืนตลอดสายจนไปลงที่สถานี Kokusai-Tenjijo-Seimon

เดินออกมาจากสถานีพบว่าคนเยอะมากๆ ต้องต่อแถวเข้างานตั้งแต่ออกจากสถานีเลย สมแล้วที่เขาว่ากันว่ามีคนมางานนี้เป็นแสนคนเลย รายละเอียด http://www.comiket.co.jp/index_e.html

เดินเข้าไปในงานมีคนมาขายสินค้าที่เกี่ยวกับการ์ตูนเยอะมา มีทั้งแบบธรรมดา และแบบที่เป็น 18++++ ขายกันได้อย่างเปิดเผย และที่สำคัญงานที่มางานเขาแต่งตัวด้วยชุด cosplay เรียนแบบในการ์ตูนที่เราชื่นชอบ จำนวนมากมายเลยที่เดี่ยว คุ้มกับการมางานมากเลย

แล้วมาต่อที่ ห้าง Venus Fort ห้าง Venus Fort และ Megaweb Toyota City Showcase ที่นี่เป็นโชว์รูม Toyota  โดยผมนั่งรถไฟกลับจากสถานี Kokusai-Tenjijo-Seimon มาลงสถานี Aomi เดิน ออกมาหน่อยก็จะถึงห้างและ toyota

ผมเดินเข้าไปดูของ Toyota เดินรถเยอะมากให้เราดูส่วนมากจะเป็นรถใหม่ส่วนรถเก่าก็จะมีด้วยนะเยอะด้วยแต่จะอยู่อีกฝั่ง

ผมได้เดินเข้าไป ห้าง Venus Fort รู้สึกได้เลยว่าสุดยอดมากๆสวยงามมากเลย แล้วผมก็เดินออกจากห้างมาก็จะเจอทางเดินที่เราสามารถเดินไปรอบ โอไดบะ เลย

แล้วผมก็เดินห้าง Diver City Tokyo Plaza เพื่อที่จะมาดูกันดัม เลย แต่พบว่าเขาได้เอาตัวเก่าออกไปและกำลังสร้างตัวใหม่ขึ้นมา ตอนผมไปมันก็เลยได้แค่ครึ่งตัว

เดินชมวิวไปเรื่อยๆ พบว่าคนเยอะมากเลย ดีนะที่ไม่ร้อนไม่มีแดด อากาศกำลังสบาย ก็เลยนั้งพักนั้งชมวิวไปเรื่อยเปื่อย แล้วผมก็ขึ้นรถไฟกลับมาที่ สถานี Shimbashi แล้วผมก็นั่งขึ้นดูว่าผมจะไปไหนต่อดี ก็เลยตัดสินใจไปเดินตลาด Ameyoko ที่ ueno โดยผมนั่งรถไฟสาย ginza line จากสถานี Shimbashi มา สถานี ueno แล้วก็เปิด google map ดูว่าไปทางไหน

มาเดิน ตลาด Ameyoko สินค้าก็ราคาไม่แพงเท่าไร และพอดีมีสาวฝากซื้อกระเป๋า แต่ก็เดินดูจนทั่วก็ไม่ถูกใจ แต่ตัวผมได้เสื้อยึดมาตัวนึง เพราะผมเอาเสื้อผ้ามาไม่ครบทุกวันตั้งใจว่าจะมาชักเอาที่ญี่ปุ่นแต่ไม่รู้ที่ชักอยู่ตรงไหนเลยไม่ชักดีกว่าซื้อใหม่เลย แล้วก็กลับห้องพัก

อ่า่นต่อ เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน 5 คืน 6 วัน ตอนที่ 2